วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาษาแชต




     ภาษาแชต (chatspeak) คือ รูปแบบการใช้ภาษาที่เน้นการสนทนาแบบเป็นกันเอง ไม่ใช้อักขรวิธีทางการ มักปรากฏในรูปของข้อความที่พิมพ์ผ่านแป้นอักขระ ภาษาแชตปรากฏให้เห็นอยู่ตามที่ต่าง ๆ บนโลกไซเบอร์ อาทิเช่น กระทู้ในกระดานข่าวสาร สารที่ส่งผ่านโปรแกรมสนทนาออนไลน์ หรือข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ 

   ภาษาแชตเหล่านี้เกิดขึ้นจากหลายทางเช่น ความรีบเร่ง การระบายอารมณ์ การอยากลองสิ่งแปลกใหม่ การตามเทรนด์ และที่สำคัญคือ ความรวดเร็ว การแชตต้องการความรวดเร็ว ต้องการเพียงสื่อความหมายกันเท่านั้น บางครั้งที่จะระบายอารมณ์ มักจะกดแป้นแรงๆ ค้าง เช่น เบื่อออออออออออออออออโว้ยยยยยยยยยยย เป็นต้น และมักจะตัดวรรณยุกต์ออก เพื่อความรวดเร็ว จนเกิดความชินแล้วใช้ต่อเรื่อยมา ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาไทยยังไม่ให้การยอมรับภาษาแชตนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการบิดเบือนภาษาไทยและอาจทำให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจผิดได้ แต่ผู้ที่เขียนบางกลุ่มกล่าวว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป ภาษาก็เปลี่ยนไป บางกลุ่มกล่าวว่า ใช้แค่เพียงในการแชตเท่านั้น ในชีวิตจริงก็ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ซึ่งทางที่ดีควรใช้ภาษาที่ถูกต้องหากไม่ลำบากจนเกินไป

     ผู้ต่อต้านภาษาแชตบางกลุ่มกล่าวว่าจะทำให้ภาษาวิบัติ ในขณะเดียวกันบางกลุ่มก็เห็นว่าไม่ถึงขนาดวิบัติ แค่เพียงผิดเพี้ยน แต่ทุกกลุ่มที่ต่อต้านภาษาแชตเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ควรรีบแก้ไขเลิกพูดเสียก่อนที่จะสายเกินแก้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจและมีการใช้แพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ หรือเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว กระแสนี้จะลดลงเพราะมีคนใช้มากและใช้กันมานาน กลุ่มผู้ต่อต้านหลายคนคาดหวังว่าความนิยมใหม่อาจเป็นการพิมพ์ให้ถูกต้อง ซึ่งได้มีการรณรงค์กันพอสมควรในบางเว็บบอร์ด เช่น ผู้ใช้บางคนมีนโยบายไม่ตอบคำถามให้กับผู้ที่ถามโดยใช้ภาษาแชตและภาษาวิบัติ

ภาษาไทยในยุคโลกาภิวัฒน์




    ในยุคที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายและรวดเร็ว ซึ่งเราเรียกยุคนี้ว่ายุคโลกาภิวัฒน์อันเป็นยุคที่สามารถติดต่อสื่อสารกันจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างง่ายดาย กลุ่มคนบางกลุ่มอาจจะเรียกยุคนี้ว่ายุคโลกไร้พรมแดน เหตุเป็นเพราะว่ามนุษย์มีมันสมองที่จะคิดที่จะพัฒนาสร้างความเจริญให้แก่โลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดาวเทียม คอมพิวเตอร์ เคเบิลใยแก้ว ซึ่งในแต่ละประเทศนั้นต่างก็มีการประชุมแลกเปลี่ยนศิลปะวิทยาซึ่งกันและกันแล้วในที่สุดผลที่เกิดตามมากับการแลกเปลี่ยนนั้น ก็มาตกกระทบกับรูปแบบของวัฒนธรรมและการใช้ภาษาของอีกสังคมหนึ่งอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

          ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่ถึงแม้ว่าทั่วโลกถือเอาภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกันก็ตาม แต่ทำไมเราจึงต้องยินยอมให้ภาษาสากลของโลกเข้ามามีบทบาทในการบั่นทอนความเป็นไทยของเราให้ด้อยค่าลงไปด้วย เป็นเพราะเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเปล่า หรือเราเข้าใจผิดว่า การพูดภาษาไทยคำอังกฤษคำเป็นเรื่องที่ดูโก้เก๋น่าทึ่งอย่างไรก็ตามเราก็ไม่ปฏิเสธว่าภายใต้กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัฒน์นั้น ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ใหม่เพื่อความเหมาะสม และคำบางคำก็ไม่สามารถนำมาแปลเป็นภาษาไทยให้ได้ใจความที่กระทัดรัดได้ แต่ถ้าเราไม่คิดจะทำอะไรเสียบ้างเลย ภาษาไทยของเราก็เห็นจะค่อยๆ เลือนหายไปทีละคำสองคำ

    เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้ข้อบกพร่องตรงนี้ได้ เราจะป้องกันไม่ให้ภาษาอื่นเข้ามามีอิทธิพลครอบงำภาษาไทยของเรา ซึ่งแสดงถึงความเป็นไทยได้อย่างไร คำตอบง่ายๆ ก็คือ ถ้าทุกคนภาคภูมิใจในความเป้นคนไทย ก็ต้องพูดภาษาไทย เขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง และสำนึกอยู่เสมอว่า ภาษาและตัวอักษรไทยเป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

การอนุรักษ์ภาษาไทย



 ปัญหาการใช้ภาษาไทยของครูและนักเรียน


      ในวิถีแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสารไร้พรมแดน ท่ามกลางสังคมที่มีค่านิยมยอมรับนับถือวัตถุมากกว่าคุณค่าของจิตใจนั้น หลายๆสิ่งกำลังเจริญก้าวหน้าไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ในขณะที่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งหายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็คือ ความเป็นไทยและภาษาไทย ภาษาชาติของเรานั่นเอง ที่กำลังถูกค่านิยมของคนรุ่นใหม่รุกรานจนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิมอยู่เลย
       ปัญหาการใช้ภาษาไทยนั้นเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆจนในขณะนี้ลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า แม้แต่ในสถานศึกษาอันเป็นแหล่งหล่อหลอมความรู้ก็มิได้ละเว้น ภาษาไทยกลายเป็นวิชาที่น่าเบื่อของผู้เรียน และสุดท้ายผู้เรียนจึงได้รับความรู้แบบงูๆปลาๆที่จะนำไปใช้ต่อไปอย่างผิดๆ หากเราจะแยกปมปัญหาการใช้ภาษาไทยในโรงเรียนนั้น สามารถแยกเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเด็น คือ

        ๑.ปัญหาการใช้ภาษาไทยที่เกิดจาก ครู เนื่องจากครู คือ ผู้ประสาทวิชา เป็นผู้ให้ความรู้แก่ศิษย์ ดังนั้นความรู้ในด้านต่างๆ เด็กๆจึงมักจะได้รับมาจากครูเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ครูบางคนนั้นมีความรู้แต่ไม่แตกฉาน โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่มีความละเอียดอ่อน และมีส่วนประกอบแยกย่อยอย่างละเอียดลออ เมื่อครูไม่เข้าใจภาษาไทยอย่างกระจ่าง จึงทำให้นักเรียนไม่เข้าใจตามไปด้วย จนในที่สุดพาลเกลียดภาษาไทยไปในที่สุด ซึ่งเป็นปัญหาที่ปรากฏให้เห็นอยู่มากมายในปัจจุบัน ความเป็นครูนั้น แน่นอนการสอนย่อมสำคัญที่สุด ครูบางคนมีความรู้อยู่ในหัวเต็มไปหมดแต่กลับสอนไม่เป็น ซึ่งครูส่วนใหญ่มิได้ยอมรับปัญหานี้ บางคนสักแต่ว่าสอน แต่ไม่เข้าใจเด็กว่าทำอย่างไร อธิบายอย่างไร เด็กซึ่งเปรียบเสมือนผ้าข้าวนั้นจะซึมซับเอาความรู้จากท่านไปได้มากที่สุด การทำความเข้าใจเด็กจึงเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญไม่แพ้ภูมิความรู้ที่มีอยู่ในตัวครูเลย ครูจึงควรหันกลับมายอมรับความจริง และพยายามปรับปรุงแก้ไขตนเองให้เหมาะสมกับที่เป็นผู้รู้ที่คนทั่วไปยอมรับนับถือ

          ๒. ปัญหาการใช้ภาษาไทยที่เกิดจากนักเรียน ในสังคมยุคไซเบอร์ ซึ่งสามารถเข้าไปใช้บริการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ทุกภาคส่วน “ เด็ก” ซึ่งเป็นวัยที่อยากรู้อยากลองจึงมิได้ให้ความสนใจเพียงแค่การศึกษาค้นคว้าข้อมูลการศึกษาเท่านั้น หากแต่สนใจกับภาคบันเทิงควบคู่ไปด้วย และโดยแท้จริงแล้ว มักจะให้ความสำคัญกับประเด็นหลังมากกว่าการค้นคว้าความรู้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กนั้นเป็นปมปัญหาสำคัญยิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ปัญหาการใช้ภาษาไทยที่เกิดจากอินเทอร์เน็ตนั้นเริ่มลุกลามมาจากโปรแกรมแช็ทรูมและเกมออนไลน์ ซึ่งดูคล้ายเป็นการสนทนากันธรรมดา แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสแล้ว มิใช่เลย การสนทนาอันไม่มีขีดจำกัดของภาษาทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ดังเช่นที่พบตามหน้าหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน และในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาให้แก่วงการภาษาไทยด้วย นั่นคือการกร่อนคำ และการสร้างคำใหม่ให้มีความหมายแปลกไปจากเดิม หรืออย่างที่เรียกว่าภาษาเด็กแนวนั่นเอง ดังจะขอยกตัวอย่าง ดังนี้

สวัสดี เป็น ดีครับ ดีค่ะ
ใช่ไหม เป็น ชิมิ
โทรศัพท์ เป็น ทอสับ
กิน เป็น กิง

    จะเห็นได้ว่าคำเหล่านี้ถูกคิดขึ้นและใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเหตุผล ๒ ประการ คือ เพื่อให้ดูเป็นคำที่น่ารัก และพิมพ์ง่ายขึ้น โดยที่ผู้ใช้ไม่คำนึงถึงว่า นั่น คือการทำลายภาษาไทยโดยทางอ้อม เพราะหลายๆคนนำคำเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันเสียด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้ว่า เด็กบางคนนำภาษาเหล่านี้มาใช้ในโรงเรียนจนแพร่หลาย นั่นคือความมักง่ายที่นำพาความหายนะมาสู่วงการภาษาไทยที่ไม่ควรมองข้าม

     ปัญหาการใช้ภาษาไทยเป็นปัญหาที่ลุกลามใหญ่โตกลายเป็นไฟลามทุ่งอยู่ทุกวันนี้ หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ภาษาไทยอันถือเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทยนี้อาจจะบอบช้ำเสียจนเกินเยียวยา การปลูกฝังจิตสำนึกและความตระหนักแก่ทุกคนในชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะทุกสิ่งที่มนุษย์ยึดถือปฏิบัติล้วนมาจากจิตสำนึกทั้งสิ้น เมื่อกระทำได้ดังนี้แล้ว ไม่ว่าวิถีชีวิตแบบไหน หรือค่านิยมสมัยใหม่ประเภทใดก็ไม่สามารถทำลายภาษาไทยของเราได้อย่างแน่นอน

การใช้ภาษาในหนังสือพิมพ์




      การใช้ภาษาในหนังสือพิมพ์มีลักษณะแตกต่างจากภาษามาตรฐานอยู่บ้างในด้านของการเสนอ ข่าวโดยเฉพาะ ข่าวหน้าหนึ่ง ซึ่งพอจะสรุปลักษณะสำคัญในการใช้ภาษาได้ดังนี้

1. ใช้ถ้อยคำง่าย ๆ เรียบเรียงถ้อยคำกระชับ รัดกุม สะดุดตา
2. ใช้ถ้อยคำแปลก ๆ เรียกร้องความสนใจ
3. ไม่เคร่งครัดการสะกดการันต์และการใช้ลักษณนาม
4. ใช้เครื่องหมายต่าง ๆ เพื่อเน้นความหมายของคำ
5. นิยมใช้คำคะนอง ศัพท์แสลงและอักษรย่อ
6. ใช้คำโดยแปลกความหมาย ไม่คำนึงถึงความหมายเดิม
7. ใช้คำผิดความหมาย และใช้คำฟุ่มเฟือย
8. ใช้คำโดยไม่คำนึงถึงระบบของภาษา และหน้าที่ของคำ
9. นิยมใช้คำสำนวนต่างประเทศ
10. ไม่เคร่งครัดแบบแผนของประโยค มักละประธานและคำขยาย

    วิเศษ ชาญประโคน (2550, หน้า 50-55) อธิบายว่า หนังสือพิมพ์มีข้อจำกัดในเรื่อง ของเวลาภาษาหนังสือพิมพ์จึงมีลักษณะเฉพาะต่างจากภาษาในวงการอื่นดังนี้ คือ

  1. ใช้ภาษาแปลกใหม่เพื่อให้สะดุดตาสะดุดใจและจำง่าย โดยเฉพาะส่วนพาดหัวข่าว ตัวอย่าง 

“ทักษิณ” กั๊ก “อภิรักษ์” ตีกิน
“จับ 2 โจ๋ มือฆ่าหลวงพ่อดำ”
“มหาชนโวย สั่ง ขรก. รับ”
“มุ้ง ทรท. ลุ้นแม้ว ปรับ ครม. ปลดยี้”

    2. มีการใช้ภาษาระดับปากมากที่สุด ด้วยเหตุผลที่ต้องเสนอข่าวสาร เหตุการณ์ให้ผู้อ่านรู้สึก ใหม่สอเสมอ ทันข่าว ทันเหตุการณ์ มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้น อีกทั้งเพื่อให้ผู้อ่านทุกระดับเข้าใจทันที ภาษาปากจึงถูกนำมาใช้มากเพราะเป็นคำพื้น ๆ เข้าใจชัดเจน ภาษาปากได้แก่คำเฉพาะกลุ่ม คำตลาด คำคะนอง สำนวน และคำทับศัพท์ ตัวอย่าง ภาษาระดับปาก 

“อุ้มลูกโดดรถไฟทับ”
“ฝนถล่มทั้งวัน เชียงใหม่ท่วม”
“โผล่ไทยรับบริจาค ลัทธิเพี้ยน คลั่งมนุษย์ต่างดาว”
“สนั่นลั่น ชาวบ้าน 185 เสียง เชือด รตม.ทุจริต”


   3. ใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย เหตุผลที่ต้องใช้ภาษาเฟือยในภาษาหนังสือพิมพ์ เนื่องจากต้องการขยาย รายละเอียดของข่าวหรือเหตุการณ์ให้ชัดเจน และต้องการให้มีความยาว ของข้อความพอเหมาะ กับเนื้อที่ของกระดาษ

   4. ใช้ถ้อยคำกะทัดรัด ในบางกรณีหากพื้นที่หน้ากระดาษที่จะเสนอข่าวมีจำกัดอย่างเช่น
ส่วนพาดหัวข่าวก็จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สั้น กระชับ ชัดเจน
ตัวอย่าง
“ป๋าเหนาะเปิดใจ ทำไมไม่ 'สวน'”
“เป็นงั้นไป แหกโผงออกเสียง 'ภัทรา' อ้างกดปุ่มผิด”
“ซีทีx โพลหอการค้าทั่วประเทศ จี้ รบ. แก้ทุจริต”

  5. ใช้เครื่องหมาย ภาษาหนังสือพิมพ์มีการใช้เครื่องหมายประกอบการเขียนมาก ทั้งเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่น ๆ ที่คิดขึ้นให้สอดคล้องกับข่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งข้อความ เน้นข้อความสำคัญ แสดงคำเฉพาะ ขึ้นหัวข้อใหม่ เป็นต้น การใช้เครื่องหมายบางครั้งมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มากนัก

ทำอย่างไรจึงจะกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้ช่วยกันเขียนภาษาไทย ให้ถูกต้อง


    การตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทย นั้น สิ่งที่ควรทำก่อนสิ่งใด ก็คือ การกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้ช่วยกันเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง การกระตุ้นและปลูกจิตสำนึก สามารถกระทำได้ด้วย 

๑. การเล็งเห็นประโยชน์ของการเขียนภาษาไทยที่ถูกต้อง
๒. การเขียนภาษาไทยที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความพยายาม
๓. มีหน่วยงานราชการและศูนย์ภาษาไทยที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ
๔. มีตำราภาษาไทย ในเรื่องการใช้ภาษาให้ถูกต้อง อยู่มากมาย
๕. มีพจนานุกรมสำหรับอ้างอิง ในกรณีไม่แน่ใจว่าคำที่ถูกต้อง
เขียนอย่างไร
๖. เป็นการช่วยชาติ ในการรักษาสมบัติวัฒนธรรมภาษาไทยให้
คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

   เมื่อมีจิตสำนึกที่จะเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คง
ไม่ยาก เป็นขั้นตอนในการเขียนภาษาไทยที่ถูกต้อง

๑. ศึกษาหลักการเขียนภาษาไทยที่ถูกต้อง
๒. ลงมือเขียนภาษาไทยที่ถูกต้อง
๓. เมื่อสงสัยคำใด ให้เปิดค้นหาคำที่ถูกต้อง จากเว็บไซต์
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือจากหนังสือพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
๔. เมื่อสงสัยว่าประโยคใดจะเขียนไม่ถูกต้อง ก็ค้นหาได้จากตำรา
ภาษาไทย ในเรื่องการใช้ภาษาให้ถูกต้อง หรือสอบถามไปที่
ราชบัณฑิตยสถาน หรือสอบถามไปยังศูนย์ภาษาไทย หรือจาก
ผู้รู้ภาษาไทยดี
๕. หมั่นฝึกฝนในการเขียนภาษาไทยอยู่เสมอ

การใช้ภาษาบทความในนิตยสาร




1. บทบรรณาธิการ

1.1 ผู้เขียน ผู้เขียนบทบรรณาธิการโดยทั่วไปก็คือบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารฉบับนั้น ๆ นิตยสารมีบรรณาธิการเป็นผู้เขียนบทบรรณาธิการเพียงผู้เดียว

1.2 เนื้อหา บทบรรณาธิการในนิตยสารมีเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือข่าว
ที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเหมือนบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นในเรื่องทั่วไป เรื่องที่อยู่ในกระแสนิยมหรือเป็นการมองการณ์ไกลถึงอนาคต หรือสะท้อนนโยบายหรือจุดยืนของนิตยสารในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้

1.3 การใช้ภาษา การใช้ภาษาในบทบรรณาธิการนิตยสารบางฉบับอาจมีความเป็นทางการ หรือความขึงขัง จริงจัง น้อยกว่าบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ บางครั้งจะพบว่าบรรณาธิการใช้ภาษากึ่งทางการหรือภาษาสนทนาที่เป็นกันเองกับผู้อ่าน เช่น การแทนตัวผู้เขียนว่า “ผม” หรือ “ดิฉัน” เป็นต้น นอกจากนี้บทบรรณาธิการนิตยสารจะลงชื่อหรืออาจมีลายเซ็นของบรรณาธิการนิตยสารซึ่งเป็นผู้เขียนในส่วนท้ายของบทด้วย ซึ่งแตกต่างจากบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ที่จะไม่ระบุชื่อผู้เขียน

2. บทวิเคราะห์และบทวิจารณ์


 ลีลาการใช้ภาษาในบทวิเคราะห์และบทวิจารณ์ในนิตยสารจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ คือ

2.1 แบบจริงจัง ตรงไปตรงมา เป็นการวิเคราะห์หรือวิจารณ์ปรากฏการณ์ หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมุ่งเน้นการตีความหรือแจกแจงประเด็นของเรื่อง ใช้เหตุและผลตามหลักการหรือวิชาการ และชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา มักใช้สำนวนโวหารเชิงบรรยาย อธิบายความ แจกแจงมากกว่าจะใช้สำนวนโวหารแบบพรรณนาความเปรียบ ให้เห็นภาพพจน์ (figure of speech)

2.2 แบบประชดประชันเสียดสี คือการใช้ภาษาแบบกระทบกระเทียบ เปรียบเปรย หรือ
ในลักษณะเสียดสีประชดประชัน โดยไม่วิเคราะห์วิจารณ์หรือกล่าวตำหนิโดยตรง แต่มุ่งใช้สำนวนโวหารเชิงพรรณนาความเปรียบหรือเขียนวิจารณ์เชิงแดกดันเพื่อแสดงความหมายนัยประหวัดมากกว่านัยตรง จนบางครั้งผู้อ่านไม่เห็นสิ่งที่เสียดสีไว้ก็มี

2.3 แบบสนุกสนาน คือการเขียนโดยนำประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์วิจารณ์มากล่าวถึงโดยเป็นการพูดถึงเชิงทีเล่นทีจริง ไม่รุนแรง เป็นลักษณะหยิกแกมหยอก และใช้ภาษากึ่งตลกขบขัน
ทั้งภาษาพูดและภาษาสแลงผสมผสานกันไป หรือใช้โวหารสร้างภาพพจน์จูงใจให้ผู้อ่านรู้สึกเพลิดเพลิน
ลีลาการใช้ภาษาในบทวิเคราะห์วิจารณ์ของผู้เขียนแต่ละคนแต่จะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ควรจะมีเหมือนกันก็คือการใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย เพราะหนังสือพิมพ์และนิตยสารมีคนอ่าน
ทุกระดับทำให้ต้องสื่อความหมายกับคนทุกกลุ่ม การใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ

วิกฤติเยาวชน “อ่อนภาษาไทย”






                     ต่อยอดเรียนวิชาอื่นไม่ได้



                                        






      แม้จะเป็นภาษาพ่อภาษาแม่ แต่แทบไม่น่าเชื่อ เมื่อตอนนี้เด็กไทยกลับอ่อนภาษาไทย บ้างก็อ่านไม่ออก บ้างก็ไม่เข้าใจความหมาย จึงเป็นเรื่องน่าห่วงกับอนาคตของประเทศที่จะต้องก้าวเข้าสู่การแข่งขันในทุกด้านกับนานาชาติพลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ หรือ สบร. (องค์การมหาชน) กล่าวถึงว่า เด็กไทยอ่อนภาษาไทย เกี่ยวพันกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เพราะภาษาคือพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ความหมาย เพื่อต่อยอดการเรียนรู้ไปยังทุกศาสตร์และทุกสาขาวิชา ปัจจุบันพบเด็กไทยส่วนใหญ่เรียนจบชั้นประถมศึกษา แต่ยังอ่านภาษาไทย ไม่คล่อง สะกดคำไม่แม่น จึงสื่อสารความหมายที่ลึกซึ้ง ไม่ได้ ส่งผลให้สมองขาดฐานข้อมูลเบื้องต้น ในการคิด เชื่อมโยงและต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ศาสตร์อื่นได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยอ่อนแอด้านภาษา คือ กระบวนการสอนของพ่อแม่และครูในปัจจุบัน ที่ยังไม่สอดรับกับธรรมชาติการรับรู้ในระบบสมองของมนุษย์ คือเน้นการท่องจำมากกว่าความเข้าใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอนพลเรือเอกฐนิธ กล่าวว่า ทางแก้ไขปัญหาควรจะปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนใหม่ โดยอาศัยหลักพัฒนาการของสมองในแต่ละช่วงวัยหรือ บีบีแอล (BBL: Brain-based Learning) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ในศตวรรษที่ 21 ทำให้สามารถเข้าใจการทำงานในสมองมนุษย์ และนำมาออกแบบกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   จากข้อมูลของการสัมมนาทางวิชาการเรื่องปัญหาการเรียนการสอนและการใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน พ.ศ. 2551 มีการนำเสนอ งานวิจัย เรื่องนโยบายเกี่ยวกับปัญหาการเรียน การสอนและการใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน ด้านหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน โดย ผศ.ธัญญา สังขพันธนนท์ คณะมนุษย ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่า ปัญหาหลักสูตรไม่สอดคล้องกับเนื้อหาแต่ละชั้นปี ควรจัดหลักสูตรให้เหมาะสมและให้ความสำคัญกับภาษาไทยให้มากขึ้น และควรจัดหลักสูตรให้มีเนื้อหาที่เน้นการใช้ภาษาไทยให้เข้มข้นและจริงจังในทุก ๆ สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนประชาชนผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเสนอแนะว่า ควรทบทวนหลักสูตรการศึกษาระดับต้นใหม่ให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็ก หากหลักสูตรกำหนดเนื้อหาให้นักเรียนมากเกินไป ทำให้การเรียนในแต่ละเรื่องผิวเผินมาก ไม่มีโอกาสเจาะลึกและฝึกทักษะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะชั้น ป.4 ควรเน้นหลักภาษาให้มาก เพราะนักเรียนจะต้อง อ่านคล่อง เขียนคล่อง แต่หลักสูตรเน้นการเขียนซึ่งนักเรียนจะไม่ได้อะไรเลย เพราะยังอ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง

   นอกจากนี้หนังสือเรียนยังมีเนื้อหาเข้าใจยาก แบบฝึกหัดยากและไกลตัวเด็ก ทำให้นักเรียนไม่อยากอ่าน จึงควรมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการและปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนภาษาไทย และทุก ๆ รายวิชาใหม่หมดด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ บุญเกิด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยา กล่าวถึงสมองกับการเรียนและ รู้ภาษาว่า ในการทำงานของสมองนั้น ภาษาคือหน้าต่างที่จะต่อยอดไปสู่การเรียนรู้วิชาต่าง ๆ เพราะสมองจะทำงานโดยการเชื่อมต่อการเรียนรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมเสมอ โดยช่องทางการเรียนรู้ที่ถูกต้องคือต้องเรียนรู้จากของจริงไปหาสัญลักษณ์ ซึ่งผิดกับการเรียนการสอนในปัจจุบันที่เน้นการเรียนรู้จากสัญลักษณ์คือตัวอักษรไป หาของจริงคือประสบการณ์ในชีวิต เมื่อสมองที่ไม่เข้าใจความหมายจึงไม่เปิดรับเป็นความจำ เพื่อต่อยอดสู่ความเข้าใจและเป็นความรู้ต่อไป

    ดังนั้นการเรียนภาษาจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจในวิชาอื่น คนทั่วไปไม่ค่อยทราบความสำคัญของภาษาตรงนี้ จึงละเลยไม่เห็นความสำคัญของการเรียนวิชาภาษาไทยและมุ่งไปที่การเรียนวิชาอื่นเสียมากกว่า สำหรับกุญแจสำคัญที่จะทำให้เด็กเก่งภาษาคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ โดยจัดการการเรียนรู้อย่างสมวัย เป็นไปตามหลักของทฤษฎีบีบีแอล วิกฤติภาษาไทยอ่อนของเด็กไทยในวันนี้ ทำให้พลเมืองของประเทศด้อยศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้า และการลงทุน ซึ่งต้องอาศัยการสื่อความหมายและความคิดเชื่อมโยงในสาขาวิชาต่าง ๆ คิด วิเคราะห์เชิงลึก ไม่ได้ จึงมีแนวโน้มไม่สามารถประเมินสถานการณ์ที่ซับซ้อนของประเทศและโลกได้อย่างเท่าทัน.